วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2559

“กัญชาช่วยรักษามะเร็ง”: ข่าวที่ถูกเซ็นเซอร์มากที่สุดแห่งทศวรรษ!



คอลัมน์ : โลกที่ซับซ้อน
       โดย...ประสาท มีแต้ม 
       
       ผมเขียนเรื่องนี้เพราะมีแรงบันดาลใจสองอย่างครับ คือ หนึ่ง มีเพื่อนคนหนึ่งป่วยเป็นมะเร็งแต่ปฏิเสธการรักษาด้วยวิธีการที่โรงพยาบาลนิยมใช้กัน เขาพยายามรักษาตนเองด้วยกัญชาแต่ก็มีปัญหาคือหากัญชา หรือตัวยาสำเร็จรูปที่มีขายในต่างประเทศไม่ได้ ซึ่งผมจะค่อยๆ เล่าให้ฟัง และสอง ผมได้อ่านบทความของคุณหมอวิจารณ์ พานิช ที่เกี่ยวกับกัญชาถึง 3 ชิ้น คือ “วิจัยกัญชาครบวงจร” “กัญชาเป็นยา” และ “กัญชารักษามะเร็ง”
       
       ผมขอเริ่มต้นด้วยบทความของท่านอาจารย์หมอวิจารณ์ก่อนนะครับ ในบทความชิ้นแรก (18 ก.ย. 52) ท่านได้ตั้งเป็นโจทย์วิจัยว่า “ประเทศไทยควรใช้กัญชาแทนยาราคาแพงอะไรบ้าง ในผู้ป่วยกลุ่มไหนบ้าง โดยต้องระมัดระวังอะไรบ้าง คิดไปคิดมาน่าจะเป็นชุดโครงการวิจัยกัญชาครบวงจร ตั้งแต่การออกกฎหมายใหม่ ให้จำหน่ายกัญชาได้อย่างมีกฎเกณฑ์ ระมัดระวังผลร้าย ไปจนถึงการคัดพันธุ์ วิธีปลูก วิธีเก็บ และการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวไปจนถึงการแปรรูป ระบบ logistics และการจำหน่ายไปจนถึงการเสพอย่างปลอดภัย เวลานี้ ใน 12 รัฐของสหรัฐอเมริกา การจำหน่าย และเสพกัญชาถูกกฎหมาย และอีก 15 รัฐ กำลังพิจารณา” 
       
       ในตอนท้าย ท่านอาจารย์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า “สังคมไทยถูกหลอกไม่ให้ผลิตสินค้าที่เราผลิตได้ดี กัญชาถูกทำให้เป็นสิ่งเลวร้าย ทั้งๆ ที่มันมีคุณค่าอย่างยิ่งถ้าเรารู้จักใช้มัน ที่จริงกัญชาน่าจะเป็นพืชผักสวนครัวของทุกบ้านโดยที่คนไทยทุกคนรู้คุณและโทษของมันและเราควรส่งออกกัญชาคุณภาพสูงให้เป็นคุณแก่โลก
       
       ในบทความชิ้นที่สาม (30 ม.ค. 54) ท่านได้สารภาพว่า ความรู้ของท่านได้เพิ่มขึ้นจากบทความชิ้นที่สองดังตอนหนึ่งที่ว่า “ความเข้าใจเดิมของผมผิดที่เข้าใจว่ากัญชาเพียงช่วยลดความทุกข์ทรมาน เพราะมีฤทธิ์ลดปวด และลดความวิตกกังวล ดังนั้น หากกัญชามีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งได้ก็ยิ่งสมควรใช้กัญชาเป็นยา ทั้งยาสมุนไพร และยาแผนปัจจุบัน ประเทศไทยจะได้มีสินค้าคุณภาพสูง และราคาแพงสำหรับส่งออก เพราะภูมิอากาศของประเทศไทยเหมาะต่อการผลิตกัญชาคุณภาพสูง เราต้องช่วยกันกระตุ้นให้แก้ไขข้อตกลงระหว่างประเทศ ที่ตั้งป้อมรังเกียจกัญชา มีคนบอกว่า เป็นเล่ห์ของบริษัทยายักษ์ใหญ่ ที่ต้องการกีดกันคู่แข่งสินค้าของตน”
       
       เพื่อนที่ป่วยคนนี้ของผมเป็นนักค้นคว้าทางอินเทอร์เน็ตชั้นยอดเลยทีเดียว ตั้งแต่เขาเริ่มป่วยเขาเคยเล่าให้ผมฟังเมื่อ 2-3 ปีมาแล้วว่า “มีเด็กชาวบราซิลคนหนึ่งเป็นเนื้องอก (หรือเป็นมะเร็งผมจำไม่ได้แน่นอน) ในสมอง การแพทย์แผนปัจจุบันหมดทางรักษา ต่อมา เด็กมีอาการปวดอย่างรุนแรงมาก พ่อแม่ทนดูไม่ได้จึงให้กินกัญชาเพื่อระงับอาการปวด กินไปกินมาปรากฏว่า เด็กคนนี้หายเป็นปกติ เนื้องอกในสมองก็หายไป”
       
       ขอเรียนย้ำว่า ผมฟังมาอย่างนี้ ขอผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณเอาเองนะครับ แต่ที่เล่ามาก็ด้วยความหวังว่าท่านที่มีความรู้จะช่วยกันศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อให้ “เป็นคุณต่อโลก” อย่างไรก็ตาม ผมก็ได้ค้นคว้าเพิ่มเติมในบางประเด็นที่ผมคาดว่าท่านผู้อ่านทั่วไปคงจะสนใจ แล้วก็นำมาเล่าต่อในที่นี้ โดยใช้คำหลักว่า “Marijuana and cancer”
       
       พบว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริการู้ว่า “กัญชาสามารถรักษามะเร็งได้” ตั้งแต่ปี พ.ศ.2517 แต่ก็เก็บเงียบเป็นความลับไม่ให้ประชาชนรู้เพราะมีกฎหมายว่ากัญชาเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ประชาชนเพิ่งได้รับทราบข่าวนี้ในอีก 26 ปีต่อมา เรื่องนี้จึงถูกจัดเป็น “ข่าวที่ถูกเซ็นเซอร์มากที่สุดแห่งทศวรรษ” 
       
       ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนชาวอเมริกันเมื่อปี 2554 พบว่าร้อยละ 50 เห็นด้วยที่จะให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมาย ในขณะที่เมื่อ 6 ปีก่อน มีผู้เห็นด้วยเพียง 36% เท่านั้น
       
       ปัจจุบัน จำนวนรัฐที่ถือว่ากัญชาเป็นสิ่งที่ไม่ผิดกฎหมายได้เพิ่มขึ้นเป็น 16 รัฐ (แต่ไม่ทราบว่ามีการควบคุม หรือกติกาอย่างไร) ในปลายปีนี้ รัฐโคโลราโด จะมีการลงประชามติในเรื่องนี้
       
       ปัจจุบัน จำนวนผู้ป่วยที่ได้ลงทะเบียนเพื่อขอรักษาด้วยกัญชาได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในหลายประเทศ เช่น อิสราเอล แคนาดา เนเธอร์แลนด์ ในรัฐมิชิแกน ของสหรัฐอเมริกามีผู้ป่วยมาลงทะเบียนถึงกว่า 1.3 แสนคน (ประมาณ 1.3% ของประชากรทั้งหมดของรัฐ) ถ้ารวมหมดทุกรัฐก็เกือบหนึ่งล้านคน
       
       ในด้านประสิทธิภาพของตัวยาจากกัญชา งานวิจัยของมหาวิทยาลัย Harvard (Science Daily Apr. 17, 2007) จากการทดลองกับหนูที่ฉีดเซลล์มะเร็งปอดในคนเข้าไป กัญชาสามารถลดขนาดของเนื้องอกได้ 50% เมื่อเทียบกับหนูที่ไม่ได้ใช้กัญชา และสามารถลดความสามารถในการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ยังสามารถลดอาการบวมอักเสบได้ถึง 60% ทั้งนี้ ภายในเวลาเพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น
       
       มีการคาดการณ์กันว่า รัฐโคโลราโดจะมีรายได้จากการเก็บภาษีธุรกิจยาที่ผลิตจากกัญชาปีละ 40 ล้านดอลลาร์ ขอแถมอีกนิดครับ จากเอกสารที่ผมอ่านพบว่า กัญชา 6 ต้น สามารถสกัดน้ำมันกัญชาได้ 28 กรัม (เปรียบเทียบกับยาสีฟันขนาดกลางมีน้ำหนัก 160 กรัม สามารถใช้ได้หลายเดือน) สำหรับวิธีสกัดสามารถค้นได้จาก YouTube ครับ แต่ปัญหามีอยู่ว่าจะเอาต้นกัญชามาจากไหน ในเมื่อกัญชาเป็นสิ่งผิดกฎหมายสำหรับคนบริสุทธิ์ที่ถูกจับได้ในประเทศไทย แต่สำหรับนักค้ายาเสพติดมักจะไม่ถูกจับครับ
       
       ผมถามลูกศิษย์หลายคนที่เป็นแพทย์ว่า ทำอย่างไรให้ได้ยาที่สกัดจากกัญชา เขาตอบว่าเมืองไทยไม่มีถ้าจะซื้อมาจากต่างประเทศ “ใครถือมาก็ถูกจับ” ผมว่าวิธีการที่รัฐไทยทำอยู่นี้เป็นการฆ่าคนไทยอย่างเลือดเย็น
       
       สุดท้าย ผมขอถามท่านผู้อ่านก็แล้วกันว่า “ครอบครัวใดไม่มีคนเป็นมะเร็งเลยยกมือขึ้น” และสุดท้าย (ที่ไม่ใช่ประเด็นใหม่) คือเท่าที่ผมค้นเจอ กัญชารักษาโรคเอดส์ได้ด้วย แค่สองโรคนี้คนไทยเป็นกันนับล้านคนครับ 

Thai Stick กัญชาสายพันธุ์ไทยแท้


    Thai Stick เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะตัวแทนกัญชาไทย ในช่วงปลายยุค 60 ถึงต้น 70 Thai Stick ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในอเมริกา เรียกว่าในขณะนั้นถ้าพูดถึงประเทศไทยชาวอเมริกันคงไม่ได้นึกถึงต้มยำกุ้ง หรือ ข้าวหอมมะลิแบบทุกวันนี้ แต่คงนึกถึง Thai Stick เรื่องราวเริ่มต้นจากสงครามเวียดนามในปี 1956 ทหารอเมริกันมากมายถูกส่งมาประจำการที่เมืองไทย และ Thai Stick เป็นที่นิยมของ เหล่า GI เป็นอย่างมาก จนเริ่มมีการลักลอบนำ Thai Stick เข้าไปสู่อเมริกาในช่วงยุค 60 ด้วยคุณภาพระดับ Premium ของดอก ความแรงและรสชาติที่ดีในการสูบ ทำให้ Thai Stick กลายเป็นสายพันธุ์ยอดนิยมในยุคนั้นในปี 1975 สงครามยุติลง ทำให้อุตสหกรรม ส่งออกกัญชาของไทยไปยังอเมริกายุติลงตามไปด้วย และ ชื่อ Thai Stick เริ่มเปฺ็นที่รู้จักน้อยลง มีความพยายามที่จะปลูก Thai Stick ในอเมริกาอยู่บ้างแต่ได้ผลผลิตไม่ดีเพราะเป็นพืชพื้นเมืองของไทยชอบอากาศร้อนชื้น
  ภายหลังมีรายงานการค้นพบสายพันธุ์ใหม่ที่มี Thai Stick เป็นต้นตระกูล และยังพบว่า Thai Stick อยู่ในเมนูกัญชาที่ขายกันใน Cannabis Coffee Shop ตามที่ต่างๆเช่น Amsterdam เป็นต้น น่าเสียดายถ้าปล่อยให้พืชพันธุ์พื้นเมืองของไทย ถูกต่างชาติ (ที่บังคับให้เราออกกฎหมายห้ามกัญชา) เอาสายพันธุ์ของเราไปพัฒนาและได้ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

Credit : highlandmag.com

กัญชาไทย - CANNABIS IN THAILAND | Bangkok (Siam real Street TV)






        วิดีโอนี้เป็นวิดีโอสารคดีเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับกัญชา เนื่องจากปัจจุบันมีการถกเถียงในประเด็นนี้กันมากขึ้น จึงทำมาเพื่อให้ความรู้และแลกเปลี่ยนมุมมอง ไม่ได้มีเจตนาอื่นแอบแฝง
(This video is meant for sharing different point of view and educational purposes only.) เป็นการพูดเกินจริง

วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เรื่องจริงของกัญชา...หญ้าต้องห้าม


1) กัญชาไม่ใช่ยาที่เสพแล้วติด
กัญชาต่างกับยาเสพติดชนิดอื่น เพราะไม่ว่าคุณจะสูบ หรือกินติดต่อกันนานแค่ไหนก็ตาม คุณจะไม่ลงแดงจากอาการอยากยาแม้ว่าคุณจะเลิกเสพมันอย่างกระทันหัน เพราะกัญชามันคือพืชจากธรรมชาติ ไม่มีสารเคมีใดๆที่ทำให้ร่างกายเกิดอาการอยากยาทั้งทางร่างกายและจิตใจ ต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับบุหรี่ที่รู้กันดีว่าเลิกได้ยากเ็ย็นสุดติ่ง จนหลายคนเลิกไม่ได้ต้องสูบไปตลอดชีวิต เหตุผลก็คือในบุหรี่มีการเติมส่วนผสมถึง 599 ชนิด มันจะกลายสภาพเป็นสารพิษและสารก่อมะเร็งเมื่อถูกเผาไหม้ ยกตัวอย่างเช่นแอมโมเนีย หนึ่งในส่วนประกอบของบุหรี่ที่เป็นสารพิษ  ส่วนประโยชน์(ต่อผู้ผลิต) ก็เพื่อเร่งให้สารนิโคตินในใบยาสูบวิ่งเข้าสมองเร็วขึ้น ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการติดบุหรี่ได้มากขึ้นถึง 100 เท่า
Ammonia boosts nicotine from smoke /  CANNABIS: THE FACTS, HUMAN RIGHTS AND THE LAW

2) กัญชาไม่ได้ทำลายสมอง
จากการวิจัยของ UCSD (University of California at San Diego) ได้ทำการเปรียบเที่ยบการทำงานของสมองของผู้ที่เสพกัญชาเป็นประจำ 704 คน กับผู้ที่ไม่ได้เสพ 484 คน พบว่ากัญชาส่งผลกระทบต่อสมองน้อยกว่าคนที่กินเหล้าซะอีก  และกัญชาก็ไม่มีผลต่อความสามารถต่างๆของผู้เสพ เช่นการใช้เวลาในการตอบสนองต่อสิ่งรอบข้าง คือไม่ได้กลายเป็นคนอืดอาดเชื่องช้า ,ยังใช้ความตั้งใจในสิ่งต่างๆได้ดี, ความสามารถในการให้เหตุผลก็ยังทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงความสามารถในการขับขี่พาหนะก็ไม่ลดลงเช่นกัน ต่้างกับเมาเหล้าแล้วขับที่เสี่ยงทั้งชีวิตตัวเองและชีวิตคนอื่น


3) เหล้า บุหรี่  อันตรายกว่ากัญชา
การที่รัฐบาลจะกำหนดว่าอะไรถูกหรือผิดกฎหมาย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความห่วงใยในสุขภาพของประชาชนหรอกค่ะ เพราะทั้งเหล้าและบุหรี่ ที่รัฐบาลอนุญาติให้ขายและเสพได้อย่างเสรีนั้นก็เป็นที่รู้กันว่าเป็นสาเหตุให้คนตายปีละเกือบแสนคน ทั้งโรคมะเร็งปอดที่คร่าชีวิตคนเป็นอันดับต้นๆที่มีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ และยังก่อให้เกิดความซวยได้ถ้ารับควันมือสองเข้าไป นิโคตินที่ถูกเผาไหม้มันไม่ได้เข้าปอดคนสูบคนเดียว แต่ไอ้ที่ถูกพ่นและลอยในอากาศมันก็ทำร้ายคนข้างๆที่สูดดมควันเข้าไปด้วยเหมือนกันส่วนเหล้านี่ก็เป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็งตับ และมะเร็งเต้านมที่ฆ่าผู้หญิงเป็นอันดับที่ 3 แถมเหล้าก็เป็นน้ำเปลี่ยนนิสัยที่หลายครั้งก่อให้เกิดเหตุทะเลาะวิวาทในวงเหล้าที่เดี๋ยวแม่งก็ยิงกันหน้าผับอีกละ แล้วไม่ใช่แค่ฆ่าคนเมาด้วยกันเอง แต่แอลกอฮอล์ยังถือเป็นการฆ่าตัวตายผ่อนส่งไม่ต่างจากบุหรี่ เพราะทั้งนิโคตินและแอลกอฮอล์ล้วนเป็นพิษต่อร่างกายและสมองแถมทำให้เมาค้างตอนเ้ช้าซึ่งคุณจะไม่พบอาการแฮ้งโอเว่อร์นี้ในกัญชา และเชื่อหรือไม่ว่าในประวัติศาสตร์โลก ยังไม่เคยมีใครตายหรือเป็นมะเร็งจากการเสพกัญชาเลยแม้แต่คนเดียว No one has ever died from smoking marijuana


4)กัญชาไม่ได้ทำให้ขี้เกียจ
ว่ากันว่ากัญชาทำให้คนสูบขี้เกียจ ไม่มีวันเจริญ ซึ่งข้อนี้มันก็อาจจะจริง หรือไม่จริงก็ได้ มันขึ้นอยู่กับลักษณะนิสัยและความรับผิดชอบของตัวคนสูบว่าจะเอาแต่นอนเมาเกาไข่อยู่หน้าทีวี หรือสูบแล้วรู้หน้าที่ตัวเองและใช้มันในทางสร้างสรรค์ เพราะงั้นก็หยุดโทษใบไม้ว่ามันทำให้ขี้เกียจหรือขาดแรงจูงใจในชีวิตกันซะ


5)กฎหมายที่ว่ากัญชาผิดกฎหมายนั้นช่างสตอเบอร์แหล

ลองคิดขำๆว่ามีหน่วยงานของรัฐเดินเข้าไปในสวนผลไม้หลังบ้านคุณ เดินดิ่งไปที่ต้นน้อยหน่าแล้วหันมาบอกคุณว่าห้ามปลูกนะครับ น้อยหน่าผิดกฎหมายนะครับ เพราะหน้าตาเหมือนระเบิดเดี๋ยวจะมีคนเอาไปใช้ผิดวัตุประสงค์ ห้ามปลูกห้ามขายอีกต่อไป คุณคงคิดในใจว่า เห้ย เ่อ่อ ไอ้ห่านี่มึงบ้าไปแล้วรึเปล่า ใครมันจะไปห้ามธรรมชาติได้วะ ซึ่งเนี่ยแหละ มันก็เหมือนกับกัญชาที่ไม่ได้ต่างกับต้นไม้อื่นหรอก ธรรมชาติสร้างมันขึ้นมาเหมือนกัน เพราะงั้นการที่ีมีคนตั้งกฎแล้วเขียนมันลงในหน้ากระดาษว่ากัญชาผิดกฎหมาย ถ้าใครสูบ มีในครอบครองและขายใบไม้นี้จะต้องไปนอนในกรงขังน่ะมันไม่ใช้แค่บ้าธรรมดา แต่มันโคตรบ้าอำนาจ ยิ่งกว่านั้น รู้มั้ยว่าที่ออกกฎหมายให้กัญชาผิดกฎหมายมันก็ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริงและความยุติธรรมเลย เพราะในปี 1553 กัญชามันเคยถูกกฎหมายขนาดที่ใช้จ่ายแทนภาษีได้ แค่นั้นไม่พอ ชาวนาชาวไร่ในสมัยนั้นจะต้องถูกปรับซะด้วยซ้ำหากมีพื้นที่ที่เหมาะสำหรับการเพาะปลูกแต่ไม่ยอมปลูกกัญชา หรือปลูกแล้วเอามาใช้ไม่ได้ เพราะการไม่ปลูกกัญชาในสมัยนั้นมีโทษและถือว่าผิดกฎหมายค่ะ และในปี 1850 มีฟาร์มที่ปลูกกัญชามากถึง 8,300 ฟาร์ม ส่วนปัจจุบันปี 2012 ถ้าคุณมีแค่ซักต้นนึงในกระถางหลังบ้าน คุณต้องไปเที่ยวห้องกรง เห็นมั้ยว่ากฎหมายที่ตั้งขึ้นเพื่อใช้กับใบไม้อย่างกัญชานั้น ไ่ม่ได้เป็นสิ่งที่เที่ยงตรงและแท้จริงเลยซักนิด แต่มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อควบคุมสิทธิของมนุษย์อย่างเราๆให้เป็นไปตามความต้องการของรัฐบาลแต่ละยุคสมัยเท่านั้นเอง อย่างในสมัยนี้ ถ้ากัญชาไม่ผิดกฎหมาย รายได้่ของรัฐบาลที่ได้จากการเก็บภาษีเหล้าและบุหรี่ก็จะลดลงไปมาก เพราะใครๆก็จะปลูกกัญชาและสูบมันเองฟรีๆ ดีกว่าเสียเงินซื้อเหล้าและบุหรี่ที่ยิ่งสูบยิ่งกินก็เหมือนฆ่าตัวตายผ่อนส่ง
It was LEGAL TO PAY TAXES WITH HEMP


6) กัญชาเป็นวัตถุดิบทางอุตสาหกรรมที่มีคุณภาพดีเยี่ยม
กัญชาเป็นวัถุดิบที่ใช้ผลิตสินค้่าอุตสาหกรรมมากมายกว่า 25,000 ชนิด ย้อนไปเมื่อ 12,000 ปีที่แล้ว กัญชาถูกปลูกไว้เพื่อใช้ผลิตกระดาษและวัสดุสิ่งทอที่มีคุณภาพสูง  กระดาษแผ่นแรกบนโลกนี้ก็ทำขึ้นจากกัญชา และมันเป็นกระดาษที่มีคุณภาพดีที่สุดที่ต่อให้นานยังไงมันก็จะไม่เหลืองและขาดง่ายๆ คัมภีร์ไบเบิ้ลเล่มแรกของโลกก็เขียนบนกระดาษที่ทำจากกัญชา และยังเอามาทำเป็นเส้นไยไฟเบอร์ผลิตเชือกที่แข็งแรงที่สุด เป็นอาหารสัตว์ แถมยังสกัดเอามาทำน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้สำหรับรถได้ด้วย  และมันยังถือว่าเป็นอาหารที่สุดยอดเพราะอุดมไปด้วยวิตามินและสารอาหารที่มนุษย์ต้องการ ถ้าเอามาทำเป็นน้ำมันสำหรับทำอาหารก็จะไม่ทำลายสุขภาพเพราะมันเป็นไขมันดี รู้มั้ยว่าถุงชาลิปตันก็ทำมาจากกัญชาเช่นกัน ยิ่งกว่านั้นกัญชายังเป็นพืชเกษตรที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของทุกประเทศยากจนได้แบบพลิกเศรษฐกิจโลกได้เลย และด้วยความที่มันคือหญ้า มันเลยปลูกได้โคตรง่ายแบบหว่านไปทางไหนก็ขึ้นเอง


7) กัญชา กัญชา  เป็นยาวิเศษ
นอกจากใส่ในอาหารอร่อยแบบต้องซดจนหยดสุดท้ายแล้ว กัญชายังมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคได้ ช่วยรักษาโรคเบื่ออาหารในผู้ป่วยโรคเอดส์  สาร THC ในกัญชายังช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยมะเร็ง รักษาโรคไขมันอุดตันของหลอดเลือดจากการสูบบุหรี่  โรคหัวใจ แม้แต่มะเร็งผิวหนังก็มีคนหายมาแล้วเพราะทาน้ำมันกัญชาที่เรียกว่า Hemp Oil กัญชายังเป็นยานอนหลับฉบับธรรมชาติที่ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ และโรคทางจิตเวทอย่างโรคซึมเศร้าก็ช่วยได้โดย Side Effect ของมันก็คือช่วยให้คุณอารมณ์ดีและหัวเราะ ซึ่งก็ดีกว่ากินยาผสมฟลูโอไรด์อย่าง Prozac ที่ทำให้สุขภาพแย่ลงไม่่ต่างจากกินยาพิษ และความวิเศษของกัญชาแบบ Non Toxic นี่เองที่อาจจะทำให้กัญชาเป็นพืชต้องห้าม เพราะถ้ามันถูกกฎหมายแบบใครก็ปลูกได้ แล้วใครล่ะ จะอยากไปเสียเงินมากมายเป็นหมื่นเป็นแสนให้คลีนิคและโรงพยาบาล รู้มั้ยว่าธุรกิจของพวกโรงบาลแพทย์แผนตะวันตกนั้นทำรายได้มากที่สุดในโลกเป็นอันดับสองรองจากธุรกิจค้าอาวุธ โชคดีหน่อยที่แม้ปัจจุบันในบางรัฐของอเมริกา เม็กซิโก และแคลิฟอเนีย เค้าอนุญาติให้ขายกัญชาแก่ผู้ป่วยได้แล้ว แต่ทุกคนก็ต้องได้รับอนุญาติจากหมอก่อนอยู่ดี..

8)กัญชากับศาสนา
นับพันนับหมื่นปีมาแล้วนะคะทุกคน ที่กัญชาถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งในหลายๆศาสนาทั่วโลกทั้งแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชีย อย่างฮินดูเองก็มีเทพที่ชื่อว่า Shiva หรือไทยเราเรียกว่าพระศิวะนั่นแหละ กัญชาที่พระศิวะสูบเรียกว่า"โอสถมวน" แปลว่าของมึนเมาแห่งจักรวาล แถมเค้ามีพิธีเจ๋งๆที่เรียกว่า"ศิวะราตรี" จัดขึ้นในเนปาล โดยจะมีพวกนักบวชและนักแสวงบุญมารวมตัวกันโดยมิได้นัดหมายเพื่อสูบกัญชากันแบบ Non Stop 1วัน 1คืนเต็มๆ เพื่อถวายแก่พระศิวะ


9) กัญชากับโยคะ
ส่วน ตัวเฟิร์สเองมีโอกาศได้ฝึกโยคะได้เกือบๆ 2 ปี และก็ชอบมากจริงๆ ทำให้รู้ว่าร่างกายของเรานั้นมันยืดได้กว่าที่คิด  ว่าไปมันไม่ใช่แค่กิจกรรมสำหรับคนที่สนใจโยคะตามคลาสหรอก แต่โยคะเป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำทุกวันเพื่อยืดเส้นยืดสาย เพราะมันช่วยให้คุณผ่อนคลายได้ทุกส่วนจริงๆนะ คุณจะรู้จักส่วนต่างๆของร่างกายดีขึ้นและรู้ว่าจะทำท่าไหนให้ส่วนที่ตึงได้ คลาย พอไอ้่ส่วนที่มันตึงได้โดนปล่อย ระบบเลือดไหวเวียน มันก็ส่งผลถึงอารมณ์ของคุณด้วย ปัจจุบันมีการเอากัญชาเข้ามาผสมผสานกับการทำโยคะด้วย เรียกว่า “Ganja Yoga”  มีการสูบแบบจริงๆจังๆในห้องโยคะกันเลยทีเดียวแหละ เค้าบอกว่ามันทำให้ผ่อนคลายได้ลึกขึ้น โดยครูสอนโยคะเปรียบกัญชาว่ามันก็เหมือนกับเกลือบนอาหารนั่นแหละ คือช่วยเพิ่มรสชาดให้การทำโยคะนุ่มนวลกว่าเดิม

วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

บารัก โอบามาออกกฏหมายเสรีกัญชา

'สูบกัญชา'ไม่อันตรายกว่า'ดื่มเหล้า'

     20 ม.ค. 57  บารัก โอบามา ผู้นำสหรัฐ ให้สัมภาษณ์ลงนิตยสาร เดอะ นิวยอร์กเกอร์ เกี่ยวกับเรื่องกัญชาที่กำลังมีความพยายามผลักดันให้เป็นสิ่งถูกกฎหมายในหลายรัฐ ว่า การสูบกัญชาไม่ได้อันตรายมากกว่าการดื่มเหล้า

             เขาบอกด้วยว่า อย่างที่รู้กันดีว่าตอนเด็ก เขาเคยสูบกัญชา และคิดว่าเป็นนิสัยไม่ดี ไม่ใช่เรื่องที่ถูก แต่การสูบกัญชาไม่อันตรายกว่าการดื่มแอลกอฮอล์ ถึงอย่างนั้นเขาสอนลูกสาวสองคน ซาชา และมาเลีย ว่าการสูบกัญชาไม่ใช่ความคิดที่ดี เสียเวลา และไม่ดีต่อสุขภาพ

             นอกจากนี้เขาบอกว่า เยาวชนชาวอเมริกัน-แอฟริกัน และละตินที่ยากจน มีแนวโน้มจะถูกจับติดคุกฐานใช้กัญชา มากกว่าเยาวชนที่ฐานะดีกว่า เพราะไม่มีกำลังทรัพย์และการช่วยเหลือให้หลีกเลี่ยงบทลงโทษที่หนักเกินเหตุ เขาจึงเห็นด้วยกับการออกกฎหมายกัญชาในรัฐโคโลราโดและวอชิงตัน ที่ทำให้สามารถซื้อขายกัญชาได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และบอกว่า ไม่ควรเกิดสถานการณ์ที่มีคนทำผิดกฎหมายเหมือนกันมากมาย แต่มีเพียงไม่กี่คนที่ถูกลงโทษ ส่วนการเคลื่อนไหวในโคโลราโดและวอชิงตัน เขาถือว่าเป็นการทดลองที่น่าท้าทาย แต่ก็บอกด้วยว่า ผู้ที่พูดว่ากฎหมายกัญชาจะช่วยแก้ปัญหาสังคมได้ทุกเรื่อง เป็นการพูดเกินจริง

             รัฐโคโลราโดและวอชิงตัน เป็นเพียงสองรัฐที่มีกฎหมายอนุญาตให้ประชาชนเสพกัญชาเพื่อความบันเทิงได้ และอนุญาตให้ร้านค้าจำหน่ายกัญชาได้ โดยรัฐโคโลราโดเริ่มบังคับใช้กฎหมายกัญชา และร้านค้าเริ่มจำหน่ายกัญชาเมื่อวันปีใหม่ ส่วนวอชิงตันจะเริ่มขายได้ภายในปีนี้

มารู้จักกัญชากันดีกว่า

กัญชา



กัญชา (จากภาษาฮินดี गांजा gañjā) ชื่อวิทยาศาสตร์: Cannabis indicaหรือ Cannabis sativa L subsp. indica (Lam.) E. Small&Cronq[1] เป็นชื่อของพืชล้มลุกชนิดหนึ่ง โดยทั่วไปลำต้นสูงประมาณ 2-5 เมตร ใบเลี้ยงเมื่อโตแต็มวัยจะแยกออกมาเป็นแฉกประมาณ 5-9 แฉก เมื่อต้นโตเต็มวัยจะมีดอกของมันซึ่งเรียกกันในภาษาท้องถิ่นว่า "กุหรี" ซึ่งปัจจุบันได้นำเอา กุหรี และ ใบเลี้ยง ของกัญชามาผสมกับตัวยา จำพวกยาฆ่าหญ้า ทำเป็นยาเสพ แต่ไม่มีฤทธิเสพติด ในการเสพนั้นผู้เสพจะมีอาการหลอนประสาท ตัวอ่อน ตาลาย และชอบหัวเราะ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของกัญชา ใช้ "บ้องไม้ไผ่" หรือ "ใบจาก" ในการเสพ เสพแล้วจะรู้สึกตัวลอยมือไม้หมดแรงตาห้อยมีความสุขราวขึ้นสวรรค์ แต่ถ้านำ กุหรี ที่ปลูกเองมา สูบ จะปลอดภัยกว่าและ ทางการแพทย์ได้ค้นพบสาร THC ที่ต่อต้านมะเร็งได้


วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2557

MY STORY



ข้าพเจ้าชื่อ นายวีรวัฒน์ แก้วนพ

ชื่อเล่น ปอนด์

เกิด : 3 กุมภาพันธ์ 2538 อายุ 19 ปี

คติประจำใจ : เดินไปทีละเก้าดีกว่าย่ำเท้าอยู่กับที่ เดินไปแล้วเหยียบขี้อยู่กับที่ดีกว่า

อยากรู้จักก็ ADD มา : https://www.facebook.com/pond.domo